Accessibility help

เมนูหลัก

การศึกษาทัศนคติเกี่ยวกับจริยธรรม ค่านิยม ประเพณีและวัฒนธรรมของครอบครัวไทย ที่มีผลต่อการอบรมเลี้ยงดูบุตร : ศึกษาเฉพาะกรณีในเขตกรุงเทพมหานคร

รองศาสตราจารย์ ดร.โสภา (ชูพิกุลชัย) ชปีลมันน์

คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

ผลงานวิจัยของ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

 

ความเป็นมา
     ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมสถาบันแรก ที่มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ในช่วงวัยทารก เพราะเป็นแหล่งแรกที่ให้กระบวนการเรียนรู้ทางสังคมแก่เด็ก ซึ่งจะมีผลต่อการปลูกฝัง การพัฒนาบุคลิกภาพ และการแสดงพฤติกรรมเมื่อเด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต สุวิทย์นิ่มน้อยกล่าวว่าบุคลิกภาพของเด็กที่จะพัฒนาขึ้นอยู่กับครอบครัวในการที่จะสร้าง นิสัยความคิดอ่านค่านิยมความเชื่อและทัศนคติจากการศึกษาของคณะอนุกรรมการศึกษา วิจัยศูนย์ประสานงานกลางองค์การภาคเอกชนต่อต้านยาเสพติดสภาสังคมสงเคราะห์ แห่งประเทศไทยฯเรื่องการศึกษาความรู้สึกของผู้ติดยาเสพติดที่มีต่อศาสนาและวิธีการนำ ศาสนามาแก้ปัญหายาเสพติดพบว่าผู้ติดยาเสพติดส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศ ไทยยอมรับและเห็นว่าหลักธรรมของศาสนาจะช่วยให้คนมีสติรู้จักระมัดระวังในการดำเนิน ชีวิตนอกจากนี้ยังช่วยทำให้เข้าใจสภาพความเป็นจริงของชีวิตรู้จักแก้ปัญหามีความยับยั้ง ชั่งใจในส่วนของความคิดเห็นในการนำหลักธรรมของศาสนาเข้ามามีส่วนช่วยบำบัดรักษา ผู้ติดยาเสพติดนั้นพบว่าหนังสือหลักธรรมทางศาสนาคำสั่งสอนเกี่ยวกับศาสนาตลอดจน หลักธรรมของศาสนาทำให้เกิดความศรัทธาและมีความเชื่อมั่นในการที่จะกระทำความดี มากที่สุดนอกจากนี้นักจิตวิทยาหลายท่านที่ได้พยายามสร้างทฤษฎีและวิธีการศึกษาโดย มุ่งเน้นในเรื่องที่ได้จากการศึกษาจะทำให้ทราบกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมระหว่าง ครอบครัวกับเด็กการเปลี่ยนแปลงหรือการคงที่ ที่มีต่อการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างบิดา มารดากับเด็กการเปลี่ยนแปลงหรือการคงที่ของความสัมพันธ์อันเนื่องมากจากความพร้อม และการเจริญเติบโตของเด็กการเปลี่ยนแปลงหรือการคงที่ของความสัมพันธ์อันเนื่องมาจาก ความพร้อมและการเจริญเติบโตของเด็กฉะนั้นจุดที่จะเน้นถึงในที่นี้อยู่ที่ความแตกต่างใน ระหว่างครอบครัวและสภาพแวดล้อมทั่วๆไปทางสังคมวิธีที่แต่ละครอบครัวปฏิบัติต่อเด็ก จะต่างกันไปในแต่ละครอบครัวพ่อแม่จึงเปรียบเสมือนเบ้าพิมพ์ในอันที่จะหล่อหลอมชีวิต ของลูกให้เป็นไปตามแบบที่วางไว้
แนวคิดทฤษฎี
-
วัตถุประสงค์
- เพื่อให้ทราบถึงทัศนคติเกี่ยวกับจริยธรรมค่านิยมประเพณีและวัฒนธรรมของครอบครัวไทย รวมทั้งผลกระทบดังกล่าวต่อการอบรมเลี้ยงดูบุตร

สมมุติฐานการวิจัย

-
ระเบียบวิธีวิจัย
-
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง
ในการศึกษาทัศนคติเกี่ยวกับจริยธรรมค่านิยมประเพณีและวัฒนธรรมของครอบครัวไทย ที่มีผลต่อการอบรมเลี้ยงดูบุตร:ศึกษาเฉพาะกรณีในเขตกรุงเทพมหานครนี้คณะผู้ศึกษาได้ กำหนดประชากรเป้าหมายที่จะทำการศึกษาจากกลุ่มประชากรในกรุงเทพมหานคร 24 เขต เขตละ25หลังคาเรือนรวมจำนวนประชากรทั้งสิ้น600คน(600หลังคาเรือน)โดยแบ่งกลุ่ม ประชากรเป็น 3 ระดับรายได้ คือ ระดับรายได้สูง มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท ระดับรายได้ปานกลาง มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง5,000-10,000บาทระดับรายได้ต่ำ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท
ตัวแปร
-
นิยามศัพท์
-
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
- คณะผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับ การวิจัยในครั้งนี้ แบบสอบถามประกอบด้วย
     ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างอันเป็นข้อมูลส่วนตัวและภูมิหลัง ประกอบด้วย เพศ อายุ ศาสนา สถานภาพสมรส สภาพแวดล้อม การศึกษา อาชีพ รายได้ จำนวนบุตร ลักษณะครอบครัว และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนา
     ส่วนที่2เป็นแบบประเมินจริยธรรมค่านิยมประเพณีและวัฒนธรรมของครอบครัวไทยใน การอบรมเลี้ยงดูบุตรได้โดยอาศัยเหตุการณ์และพฤิตกรรมที่ส่อแสดงถึงจริยธรรม ค่านิยม ประเพณีและวัฒนธรรมในลักษณะต่างๆกันเป็นตัวกระตุ้นให้แสดงความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ ในจิตใต้สำนึกออกมาโดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกล้วงความจริงและจะไม่สามารถใช้กลวิธีใน
     ส่วนที่3แบบสอบถามเกี่ยวกับทัศนคติด้านจริยธรรมค่านิยมประเพณีและวัฒนธรรมของ ครอบครัวไทยที่มีผลต่อการอบรมเลี้ยงดูบุตร
วิธีการรวบรวมข้อมูล
-
การวิเคราะห์ข้อมูล
- ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติอนุมาน
     1. สถิติพรรณาใช้ในการวิเคราะห์ และอธิบายข้อมูลของกลุ่มตัวย่างได้แก่ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
     2.สถิติอนุมานใช้ในการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับความคิดเห็นและ ทัศนคติในด้านจริยธรรมค่านิยมประเพณีและวัฒนธรรมซึ่งในที่นี้ได้แก่ในการประมวล ข้อมูลเพื่อหาสถิติดังกล่าว
สรุปผลวิจัย
-      จากการศึกษาทัศนคติเกี่ยวกับจริยธรรมค่านิยมประเพณีและวัฒนธรรมของครอบครัวไทย ที่มีผลต่อการอบรมเลี้ยงดูบุตร:ศึกษาเฉพาะกรณีในเขตกรุงเทพมหานครโดยการใช้แบบ สอบถามและสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานครจำนวนทั้งสิ้น593รายผลจาก การศึกษาปรากฎว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมีอายุเฉลี่ย39ปีนับถือศาสนาหลัก คือศาสนาพุทธมีบุตรโดยเฉลี่ย2คนสถานภาพสมรสส่วนใหญ่อยู่ด้วยกันครอบครัวของ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว
     1.ความคิดเห็นของครอบครัวต่อจริยธรรมจากการศึกษาพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่มีจิต สำนึกด้านจริยธรรมยอมรับเรื่องบาปบุญคุณโทษไม่ต้องการที่จะให้ผู้อื่นเดือดร้อนเห็นด้วย ว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวมีความละอายต่อการกระทำชั่วในวันสำคัญทางศาสนา เห็นว่าควรงดเว้นกระทำสิ่งไม่ดีเมื่อพิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับความอยู่รอดของตัวเองผลจาก การศึกษาพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ยอมรับว่าในสถานการณ์ปัจจุบันเห็นด้วยกับวิธีการ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้เงินมา ทำดีได้ดีมีที่ไหนทำชั่วได้ดีมีถมไป และเมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกลในเรื่องสุรานารีพาชีกีฬาบัตรนั้นเห็นด้วยว่าควรที่จะ ทดลองให้ครบเกี่ยวกับเรื่องการดื่มเหล้าสูบบุหรี่ยอมรับว่าเป็นเรื่องโก้เก๋,และในสภาพ สังคมปัจจุบัน การหยิบของของผู้อื่นเมื่อเจ้าของเผลอเป็นเรื่องปกติ
     2.ความคิดเห็นของครอบครัวต่อค่านิยมในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตพบว่าครอบครัวส่วน ใหญ่รังเกียจการเอารัดเอาเปรียบ ชอบคนพูดจริงทำจริง ชอบคนใจซื่อมือสะอาด ยอมรับว่า ซื่อกินไม่หมดคดกินไม่นานเกี่ยวกับค่านิยมที่ครอบครัวส่วนใหญ่คิดว่าเป็นลบน้อยที่สุดคือ " ซื่อคือเซ่อเมื่อไม่อยากเซ่อก็อย่าซื่อ " " คนโง่เท่านั้นที่โกงไม่เป็น " " เชื่อถูกกินหมดคดจึง จะรวย "ในเรื่องค่านิยมเกี่ยวกับสัจจะของความรับผิดชอบพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ยอมรับ ว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย อะไรที่ไม่ใช่ของของเราไม่ควรรับและเสียชีพอย่าเสียสัตย์ เกี่ยวกับค่านิยมทางด้านสังคมพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่มีค่านิยมด้านลบคือเห็นด้วยและ ยอมรับว่าในสังคมปัจจุบันนี้ค่านิยมที่ควรจะต้องยึดถือคือ "" รักษาตัวรอดเป็นยอดคน " " น้ำขึ้นให้รีบตัก " " เลี่ยงงานวันละนิดจิตแจ่มใส "เกี่ยวกับค่านิยมด้านการใช้ของที่ผลิตใน ประเทศนั้นครอบครัวส่วนใหญ่ยังเห็นว่าใช้ของนอกเท่านั้นถึงจะโก้เก๋
     3.ความคิดเห็นของครอบครัวต่อประเพณีและวัฒนธรรมเกี่ยวกับการยอมรับประเพณี วัฒนธรรมโดยทั่วไปของไทย ผลการศึกษาพบว่า ครอบครัวส่วนใหญ่ยังยอมรับว่า " ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี " " ความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา " " บ้านเมืองมีขื่อมีแป " " ควรรู้จักกาลเทศะ "เกี่ยวกับการยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ เห็นด้วยว่า" เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด " " ลูกไม้มักหล่นไม่ไกลต้น " " ดูช้างให้ดูหางดูนาง ให้ดูแม่ " ในด้านการขาดระเบียบวินัย พบว่า ครอบครัวส่วนใหญ่ยังคงยึดคติที่ว่า " ง่าย ๆ สบาย ๆ แล้วจะสบายเอง " " ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ " " ระเบียบเป็นเพียงคำพูด " " ถ่มถุยเป็นเรื่องธรรมดา " เกี่ยวกับการมีวัฒนธรรมและการยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณี พบว่า ครอบครัวส่วนใหญ่จะนึกถึงตนเองก่อนยอมรับว่าไม่จำเป็นต้องแคร์ต่อคำนินทา " นารีรูปงามเป็นทรัพย์ " " ชิงสุกก่อนห่ามเป็นเรื่องเล็ก "
     4.ทัศนคติของครอบครัวต่อจริยธรรมจากผลการศึกษาพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ยังมี ความรู้สึกด้านบวกเกี่ยวกับจริยธรรมมีความละอายที่จะทำชั่วการยอมรับการปฏิบัติกิจกรรม ทางศาสนา ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า " การสวดมนต์ก่อนนอนเป็นเรื่องไร้สาระ " ไม่เห็นด้วยกับการที่จะปกปิดความผิดของญาติเมื่อตนเองทราบไม่เห็นด้วยกับการขึ้นรถเมล์ แล้วถ้ากระเป๋าไม่สะกิดก็ไม่ต้องจ่ายไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า " การคืนเงินเมื่อได้รับทอน เกินเป็นเรื่องแปลก " เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติตนในสังคมผลจากการศึกษาชี้ชัดว่า ครอบครัวส่วนใหญ่กลับยอมรับและเห็นด้วยที่จะต้องปฏิบัติตามคำกล่าวที่ว่า " ปลาใหญ่กิน ปลาเล็กเป็นเรื่องปกติในสังคม " และ " รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง "
     5.ทัศนคติของครอบครัวในเรื่องค่านิยมผลจากการศึกษาพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ไม่ ยอมรับค่านิยมที่ว่า " การแก้ปัญหาให้ฉมังต้องใช้กำลัง " " ของหลวงไม่ใช่ของเรา " " ยิ่งแก่ยิ่งหมดค่า " " ไม่ต้องรับผิดชอบซะอย่างก็สบาย " " รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตีสมัยนี้ใช้ไม่ ได้ซะแล้ว "ในเรื่องค่านิยมด้านเพศครอบครัวส่วนใหญ่กลับยอมรับว่าเรื่องเพศเป็นเรื่อง ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอายหรือปกปิดต่อไป
     6.ทัศนคติของครอบครัวในเรื่องประเพณีวัฒนธรรมผลจากการศึกษาพบว่าครอบครัว ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า " เมื่อถนนว่างก็ให้รีบข้ามซะไม่จำเป็นต้องใช้ทางม้าลาย " " การเข้าคิวทำให้ล่าช้า " " ระเบียบเป็นเพียงคำพูด " " สมัยนี้ได้ก่อนแต่งเป็นเรื่อง เล็ก " " สบายกว่ากันเยอะเลยอยู่เฉย ๆดีกว่า " และ " ถึงเราไม่ได้ทิ้งก็ช่วยเก็บไปทิ้งได้ "

ข้อเสนอแนะ

-      1.ทัศนคติของครอบครัวในด้านจริยธรรมผลการศึกษาปรากฎชัดว่าครอบครัวส่วนใหญ่ มีความรู้สึกด้านบวกต่อเรื่องจริยธรรม การรู้จักบาปบุญคุณโทษการละอายต่อการทำชั่ว งดทำสิ่งไม่ดีในวันสำคัญทางศาสนาซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยังมีจิตสำนึกด้านจริยธรรม ฝังอยู่ในจิตใจมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแต่ในเวลาเดียวกันผลจากการวิจัยก็ชี้ให้เห็นชัดอีกว่า ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของตนเองแล้วครอบครัวส่วนใหญ่กลับยอมรับและ เห็นด้วยว่าปัจจุบันมือใครยาวสาวได้สาวเอาทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้เงินมาทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไปหรือเมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกลซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะนิสัยที่แสดง ให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวตัวใครตัวมันมองโลกและมองคนในแง่ร้ายหรือทางด้านลบซึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การกระทำความผิดได้ในอนาคตโดยเฉพาะใน เรื่องทำอะไรก็ได้ที่จะให้ได้เงินมา
     ในด้านความรู้สึกต่อสังคมหรือการอยู่ร่วมกันในสังคมผลจากการวิจัยชี้ชัดให้เห็นว่า ครอบครัวส่วนใหญ่มีทัศนคติทางด้านลบต่อสังคมเห็นได้จากการยอมรับคำกล่าวที่ว่ามี ใครบ้างที่โกงไม่เป็นซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมองคนแง่ร้าย-มองสังคมแง่ลบนอกจากนี้ ผลจากการศึกษายังชี้ชัดให้เห็นว่าครอบครัวส่วนใหญ่มีทัศนคติด้านบวกต่ออบายมุข ทั้งหลาย อันได้แก่ สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร ทั้งยอมรับว่าการดื่มเหล้าสูบบุหรี่เป็นของโก้เก๋ และผลจากการศึกษายังชี้ให้เห็นอีกว่าถึงแม้ครอบครัวส่วนใหญ่จะยอมรับจริยธรรมทางด้าน บวกคือรู้ผิดชอบชั่วดีก็ตามแต่ก็เป็นเพียงการยอมรับที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจแต่เมื่ออยู่ใน สถานการณ์ที่จะต้องปฏิบัติจริงในสังคมอาจจะเป็นเพราะสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่บีบคั้น และวุ่นวายจึงทำให้กลับมีทัศนคติด้านบวกต่อการยอมรับที่ว่า " ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้เงินมา " หรือ " ไว้เขาเผลอแล้วค่อยหยิบ " ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขาดความซื่อสัตย์สุจริตอันก่อให้เกิด อันตรายอย่างยิ่งต่อลูกหลานเพราะเป็นการสร้างหรือปลูกฝังความรู้สึกทางด้านลบทาง จริยธรรมให้กับบุตรหลานทั้งนี้เพราะครอบครัวเป็นแหล่งแรกที่สำคัญในการให้กระบวน การเรียนรู้ทางสังคมแก่เด็ก ในการที่จะหล่อหลอมให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ที่มีวัฒนธรรม จริยธรรม ค่านิยม ความเชื่อมั่นและภูมิใจในตนเองเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มองคนในแง่ดีมีมานะอดทนรู้ผิดชอบชั่วดีไม่ลุ่มหลงในอบายมุขแต่เมื่อครอบครัวซึ่งเป็น เบ้าหลอมที่สำคัญกลับมีความรู้สึกเห็นด้วยกับการกระทำทางด้านลบเพื่อความอยู่รอดของ ตนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาหมดกำลังใจในการที่จะทำความดีขาดความจริงใจต่อกัน และกันก็ย่อมมีผลกระทบต่อสิ่งที่ถูกหล่อหลอมภายในเบ้าอันได้แก่ลูกหลานทำให้เด็ก เติบโตขึ้นมากลายเป็นผู้เห็นแก่ตัวทำทุกสิ่งเพื่อความอยู่รอดของตนเองมองโลกในแง่ร้าย เห็นแก่ตัวขาดความซื่อสัตย์ลุ่มหลงในสิ่งอบายมุขอันมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของ ตนเองต่อสังคมและต่อประเทศชาติในที่สุด
     2.ทัศนคติของครอบครัวต่อค่านิยมผลจากการศึกษาพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ยอมรับและ เห็นด้วยกับความสำคัญด้านค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตที่เกี่ยวข้องกับการพูดจริง ทำจริงการไม่เอารัดเอาเปรียบกันการเป็นคนใจซื่อมือสะอาดในเรื่องค่านิยมเกี่ยวกับการมี สัจจะและความรับผิดชอบนั้น พบว่า ครอบครัวส่วนใหญ่ยอมรับความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย อะไรที่ไม่ใช่ของเราไม่ควรรับ และเสียชีพอย่าเสียสัตย์ นอกจากนี้ผลจากการศึกษาพบว่า ค่านิยมด้านความไม่ซื่อสัตย์สุจริตที่ครอบครัวส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีค่าลบน้อยที่สุด คือ ซื่อคือเซ่อฉะนั้นถ้าไม่อยากเซ่อก็อย่าซื่อและเห็นว่าคนโง่เท่านั้นที่โกงไม่เป็นหรือซื่อถูก กินหมดคดจึงจะรวยซึ่งค่านิยมดังกล่าวนี้หากยังมีอยู่คู่ " เบ้าหลอม " อันได้แก่ครอบครัวก็จะ เป็นอันตรายยิ่งต่อลูกหลานภายในเบ้าหลอมนั้นๆในเรื่องค่านิยมเกี่ยวกับการรักนวลสงวน ตัวนั้นครอบครัวส่วนใหญ่เห็นว่าการเสียตัวครั้งสองครั้งเป็นเรื่องเล็กซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง การเปลี่ยนแปลด้านค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องการรักนวลสงวนตัวของครอบครัวไทยในปัจจุบัน อันจะมีผลต่อเนื่องถึงลูกหลาน (หญิง) ของครอบครัว ในการที่จะรับค่านิยมทางลบดังกล่าว ในเรื่องค่านิยมทางสังคมเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตผลจากการศึกษาพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ ยอมรับค่านิยมทางสังคมที่ดี " รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี " " น้ำขึ้นให้รีบตัก " " เลี่ยงงานวันละ นิดจิตแจ่มใจ " ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงการเห็นแก่ตัวของสมาชิกในสังคมการขาด การเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันการขาดความรับผิดชอบในบทบาทและหน้าที่ ของตนเองซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่พบเห็นกันอยู่แทบจะเป็นประจำวันในแทบทุกสังคม ในปัจจุบันและผลจากการศึกษาได้ชี้ชัดว่าครอบครัวส่วนใหญ่เห็นด้วยและยอมรับค่านิยม ทางด้านลบดังกล่าวและจากการยอมรับค่านิยมเหล่านี้จะมีผลต่อเนื่องไปถึงลูกหลานผ่าน ทางกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมซึ่งครอบครัวมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นหน่วยแรกใน การหล่อหลอมหรือสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญย่างทางด้านสังคมให้แก่เด็กโดยเฉพาะในช่วง ระยะปลูกฝังคือ1-5ปีแรกแห่งชีวิตมนุษย์ในเรื่องค่านิยมด้านความภูมิใจและสนับสนุน การใช้ของไทยนั้นครอบครัวส่วนใหญ่กลับชื่นชอบและนิยมใช้ของนอกเพราะเห็นว่า เป็นสิ่งโก้เก๋
     3.ทัศนคติของครอบครัวต่อประเพณีและวัฒนธรรมผลจากการศึกษาพบว่าครอบครัว ส่วนใหญ่มีความรู้สึกด้านบวกต่อประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเกี่ยวกับ ความเกรงใจการรู้จักกาลเทศะการมีระเบียบวินัยการมีน้ำใจเป็นนักกีฬาในด้านการยึดถือ ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียบประเพณีนั้นพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ยังยอมรับการปฏิบัติตาม ประเพณีและวัฒนธรรมไทยที่ว่า " เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด " นอกจากนี้ยังยอมรับว่า " ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น " " ดูช้างให้ดูหางดูนางให้ดูแม่ " ในด้านวัฒนธรรมเกี่ยวกับครอบครัว การครองเรือนนั้น ครอบครัวส่วนใหญ่ยังยอมรับวัฒนธรรมไทยในเรื่อง " ผัวเดียวเมียเดียว " เกี่ยวกับวัฒนธรรมด้านระเบียบวินัยผลจากการศึกษาพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่กลับยอมรับ ว่า " ง่าย ๆ สบาย ๆ แล้วจะสบายเอง " " ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ " " ระเบียบเป็นเพียงคำพูด " หรือ " การถ่มถุยเป็นเรื่องธรรมดา " ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงการเป็น คนขาดความกระตือรือร้นเรื่อยเฉื่อยไม่เคารพกฎระเบียบตามใจตนเองเป็นหลักขาดระเบียบ วินัยในเรื่องการอยู่รวมกันในสังคมนั้นผลจากกากรศึกษาแสดงให้เห็นชัดว่าครอบครัว ส่วนใหญ่ยังยอมรับว่าในการทำอะไรก็ตามควรจะต้องคำนึงถึงตนเองก่อนและไม่จำเป็น ต้องแคร์กับคำนินทาของผู้อื่นซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตนและการไม่สนใจผู้อื่น รอบตนอันมีแนวโน้มชี้ไปถึงการขาดการให้ความสนใจเอาใจใส่หรือรับฟังความเห็นของ ผู้อื่นเกี่ยวกับประเพณีการอบรมเลี้ยงดูบุตร(สาว)ผลจาการศึกษาพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ กลับเห็นว่า " การชิงสุกก่อนห่ามเป็นเรื่องเล็ก " และเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า " นารีรูปงามเป็น ทรัพย์ " ซึ่งล้วนแต่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการสูญเสียวัฒนธรรมอันดีงามของหญิงไทย แต่ดั้งเดิมอันมีผลกระทบต่อลูกหลาน(หญิงไทย)ในอนาคตในฐานะที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมา จากเบ้าหลอมที่มีทัศนคติดังกล่าวปลูกฝังลงไปทำให้เติบโตขึ้นมากลายเป็นผู้ขาดความเป็น กุลสตรี ขาดการรักนวลสงวนตัว ในที่สุด ข้อเสนอแนะ ผลจากการศึกษาชี้ชัดให้เห็นแล้วว่า จริยธรรมค่านิยมประเพณีและวัฒนธรรมทางด้านบวกที่ครอบครัวส่วนใหญ่ยอมรับและเห็น ด้วยนั้นเป็นการยอมรับและเห็นด้วยในหลักการตามที่ได้รับการอบรมสั่งสอนสืบทอดกัน มาแต่ในสภาวะสังคมจริงครอบครัวส่วนใหญ่กลับมีทัศนคติด้านบวกต่อการยอมรับการ กระทำที่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะการขาดจริยธรรมค่านิยมและขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ดีงามอันจะมีผลถึงบุตรหลานในฐานะเป็นผู้ถูกหล่อหลอมเพราะครอบครัวเป็นหน่วยแรก ของการปลูกฝังกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมเกี่ยวกับจริยธรรมค่านิยมขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามไว้ให้เป็นภูมิต้านทานในตัวเด็ก
วิธีการป้องกันแก้ไขที่ใคร่จะเสนอแนะในที่นี้คือ
     วิธีที่1 การประสานงานกันในหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและเอกชนที่รับผิดชอบให้ช่วยกัน รณรงค์ต่อต้านทัศนคติทางด้านลบที่ผิด อันจะก่อให้เกิดผลลบต่อการปลูกฝังจริยธรรม ค่านิยม ขนบธรรมเนียม และประเพณีอันดีงามแก่ลูกหลาน
     วิธีที่2หน่วยงานที่จะมีบทบาทสำคัญสามาถรกระตุ้นและบันดาลให้องค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้อง ได้ช่วยกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางด้านลบต่อการปลูกฝังจริยธรรม ค่านิยม ประเพณีและวัฒนธรรมได้แก่
          2.1 สมาคมครู ผู้ปกครอง ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ
          2.2 สื่อมวลชนต่าง ๆ
          2.3 ศาสนสถานของทุกศาสนา
     วิธีที่ 3 การดำเนินการควรจะต้องอาศัย การประชาสัมพันธ์เป็นสื่อในการ กระตุ้นให้พ่อแม่ ผู้ปกครองนักเรียนได้ทราบข้อเท็จจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องทัศนคติและค่านิยมต่าง ๆ อันไม่เหมาะสม กับขนบธรรมเนียมประเพณี จริยธรรม และคุณธรรมอันดีงามของคนไทย ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะหากสร้างให้เกิดขึ้นทางด้านลบแล้วยากที่จะลบ ให้หมดไปได้
     นอกจากนี้ยังควรร่วมมือร่วมใจกันรณรงค์ให้เกิดความสำนึกและปฏิบัติไปตามหลักความ เป็นจริง(ถูกต้อง)และตามความพอใจ(ถูกใจ)ของตนเองด้วย(เป็นตัวของตัวเอง)ทั้งนี้เพื่อ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัยที่สุดของการพัฒนาประเทศให้สอดคล้อง กับแผนพัฒนาฉบับใหม่ที่มุ่งพัฒนาคนหรือที่เรียกว่าพัฒนาคุณค่าชีวิตให้ลดละความเห็น แก่ตัวเพิ่มพูนความเสียสละร่วมมือร่วมใจสร้างให้เกิดระเบียวินัยเพื่อความสงบสุขและ ความเจริญของบ้านเมืองหากไม่รีบหาทางแก้ไขต่อไปสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม อาจได้รับความกระทบกระเทือนได้เพราะยอมรับหรือเห็นด้วยในหลักการทางด้านจริยธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของเราซึ่งจะส่งผลสะท้อนทางด้านลบถึงการพัฒนาเด็ก และเยาวชนของชาติอย่างแน่นอน

ที่มา http://www.thaiedresearch.org/result/info2.php?id=3195