Accessibility help

เมนูหลัก

ตัวตนของหนู...ต้องช่วยส่งเสริม

ตัวตนของหนู...ต้องช่วยส่งเสริม

โดย กองทรัพย์ 

         

 

ถ้าเราเข้าไปในโรงเรียนอนุบาลสักแห่ง ก็จะเห็นเด็กๆ มีรูปร่างแตกต่างกันเมื่อมองจากภายนอก บางคนเจ้าเนื้อบ้างตัวเล็กกว่าเพื่อน บ้างสูงกว่า เป็นต้น นี่แค่เห็นเท่านั้นนะคะ ยังไมได้ถามแต่ละคนเลยว่าเก่งวาดรูป หรือเก่งคำนวณ ใจเย็นหรืออารมณ์ร้อน...สิ่งที่กำหนดคุณสมบัติที่พูดมาทั้งหมด เรียกว่า ความเป็นตัวตน ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกได้ค่ะ

 

 

ความเป็นตัวตน หมายถึง ความเป็นตัวเรา สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความต่างจากคนอื่น มีทั้งภายนอกที่เราสามารถมองเห็นได้ เช่น รูปร่าง หน้าตา ความสูง น้ำหนัก เป็นต้นค่ะ และตัวตนภายในก็คือ อารมณ์ บุคลิกภาพ ความคิดความรู้สึก ความเชื่อ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก อยู่ในจิตใจ และต้องได้รับการดูแลพร้อมไปกับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่

 

 

ความเป็นตัวของตัวเองหรือตัวตนของเด็กนั้นจะพัฒนาไปตามวัยค่ะ โดยสามารถพัฒนาได้ตลอดตั้งแต่แรกคลอด สำหรับเด็กก่อนเข้าอนุบาล คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญที่จะสร้างและช่วยลูกค้นหาตัวตนของเขาให้ไปในทิศทางที่เหมาะสมได้ค่ะ

 

 

 

 

วัยโวยวาย

 

ช่วง 3-4 ปี เป็นระยะที่เด็กมีความกล้าในการแสดงออกกล้าบอกความรู้สึกและความคิดโดยผ่านกระบวนการเล่น เริ่มมีพฤติกรรมต่อต้าน ชอบพูดว่า ไม่” “ไม่เอาหรือ ไม่ทำและแสดงลักษณะอารมณ์แบบผู้ใหญ่ คือ โกรธ อิจฉา ก้าวร้าว พอใจ เป็นต้น เขาอาจแสดงตัวตนของตัวเองโดยปฏิเสธเสื้อผ้าที่พ่อแม่ซื้อให้ โดยให้เหตุผลว่า ไม่ชอบ

 

 

ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำก็คือ ไม่ควรตามใจมากไปในบางเรื่อง เช่น เวลาลูกอยากได้ของแล้วโวยวายล้มลงไปร้องดิ้นจะต้องรอให้เขาสงบแล้วอธิบาย สอนให้รู้จักเรื่องถูกผิด อย่าให้เด็กใช้ความรุนแรง หรือด่าทอคนอื่น

 

 

ให้เขาเข้าใจว่าความเป็นตัวตนนั้นมีกรอบของการกระทำสิ่งต่างๆ มิใช่ทำอะไรตามใจตัว โดยกรณีเช่นนี้ผู้ใหญ่ไม่ควรทำค่ะเพราะว่าจะกลายเป็นการไปส่งเสริมในทางที่ผิดได้ เช่น เขาเดินชนโต๊ะ หรือหกล้ม คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ก็ปกป้องหรือโอ๋เขาโดยการตีหรือโทษสิ่งกีดขวางนั้นๆ จะทำให้เขาติดนิสัยโทษคนอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างตัวตนบุคลิกและอุปนิสัยที่ผิดค่ะ

 

 

 

ช่วง 5-6 ปี เด็กวัยนี้จะเริ่มทำอะไรไดด้วยตนเอง สามารถช่วยคนอื่นได้ เช่น แบ่งปันของ ช่วยถือของ แต่ขณะเดียวกันก็รู้จักอยากได้ อยากเอามาเป็นเจ้าของด้วย

 

ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ ให้เด็กรู้จักความภูมิใจในตัวเองชมลูกเวลาที่เขาทำอะไรได้เอง และสิ่งที่จะต้องปลูกฝังคือให้เขารู้จักควบคุมอารมณ์ รู้ระเบียบวินัย การประหยัด การแบ่งเวลาเรียนและเล่น ความซื่อสัตย์ ไม่หยิบของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ลูกแอบหยิบดินสอของเพื่อนมา คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยอธิบายว่าการหยิบของคนอื่นนั้นเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง แล้วให้ลูกเอาของกลับไปคืน เป็นรากฐานของความมีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อลูกจะได้โตไปบนความเชื่อและมีทัศนคติทางสังคมที่ถูกต้อง

 

 

 

จินตนาการส่งเสริมตัวตน

 

ไม่ต้องกังวลใจค่ะถ้าเด็กวัยนี้เล่นบทบาทสมมติ เช่น หนูอยากเป็นหมอ เล่นเป็นคุณครู เป็นนักดนตรี หรือเป็นทหาร เพราะการเล่นสมมติต่างๆ ตามจินตนาการของเด็กจะช่วยทำให้เขารู้สึกว่า

 

1. เขาจะมีความเข้มแข็งและจะมีความมั่นใจมากขึ้น (stronger and mire confident) อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดหรือความกลัวที่ตัวเขามีอยู่จากสิ่งรอบตัวได้ค่ะ

 

 

2. มีความสุขและมีความกระตือรือร้นมากกว่าเด็กที่เล่นสมมติไม่เป็น ทั้งที่มีความก้าวร้าวน้อยกว่าด้วยค่ะ

 

 

3. การเล่นบทบาทที่สมมติเป็นคนอื่นๆ ทำเข้าใจในความรู้สึกของแต่ละคน  จะส่งผลทำให้เขาเข้าใจและเห็นใจคนอื่นๆ มากขึ้น

 

 

4. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เมื่อเขาได้ลองคิดในมุมใหม่ๆ ที่กว้างและหลากหลาย อย่างเช่น เล่นเป็นคนดี คนไม่ดี คนจน หรือขอทาน ฯลฯ ทำให้เด็กเริ่มมีทัศนะคติต่อโลกรอบตัวเขาในแง่มุมที่กว้างตามไปด้วย มีทักษะในการคิด (Thinking skills) ที่ดีกว่า มีสมาธินานกว่าและมีไอเดียใหม่มากกว่าเด็กที่อยู่เฉยๆ หรือเอาแต่ดูทีวีค่ะ

 

      นี่จะเป็นหนทางหนึ่งที่บอกคุณพ่อคุณแม่ได้ว่าเขาถนัดหรือสนใจด้านไหน ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็ควรจะสังเกตและจับทางให้ถูกเพื่อจะได้ส่งเสริมเขาให้ถูกทาง แต่ก็ควรให้อิสระ และกระตุ้นให้เขาพยายามขบคิดหาคำตอบต่างๆ ด้วยตัวเอง ด้วยการไม่ชี้นำความคิด เพื่อที่ลูกจะได้เติบโตในแบบที่เขาเป็นค่ะ

 

 

 

 

เมื่อลูกแสดงออกไม่ดี

 

ถ้าจะเปรียบกับการก่อสร้าง วัย 6 ปีแรกของชีวิต อยู่ในช่วงเทปูน ซึ่งปูนยังไม่ทันจะแข็งตัว จึงยังสามารถปรับแต่งรูปทรงได้ตามที่ต้องการ แต่ถ้านานกว่านี้ปูนจะแข็งตัวและยากที่จะปั้นได้ค่ะ

 

 

ดังนั้นพัฒนาการด้านอารมณ์ ด้านความคิด และการปลูกถ่ายความเป็นตัวตนของเด็กในช่วงนี้สำคัญมาก การเลี้ยงดูและส่งเสริมเพื่อให้เด็กรู้จักตัวเอง มีความเป็นตัวของตัวเองนั้น ต้องพิจารณาความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ซึ่งต้องใช้วิธีการที่ไม่เหมือนกันอย่างไรก็ตามมีหลักคิดใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการค่ะ

 

1. ลงโทษเมื่อสมควร

 

ใช้การลงโทษเมื่อสมควรแก่เหตุ และทำเพื่อให้เกิดการสำนึกมิใช่ทำเพราะอารมณ์ ดังนั้นหากจะลงโทษ คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็น สงบก่อน เพราะถ้าลงโทษรุนแรงในทันทีแล้ว จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่รัก ไม่ภาคภูมิใจในตัวเอง ความสามารถในการควบคุมตัวเองจะต่ำ เขาก็จะถูกโน้มน้าวจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีได้ง่าย

 

2. ส่งเสริมความคิดความสามารถด้านบวก

 

เมื่อเด็กแสดงตัวตนไม่ดีออกมา แล้วถูกตำหนิหรือทำโทษบ่อยๆ เขาจะรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า คุณพ่อคุณแม่จึงควรส่งเสริมนิสัยเชิงบวกให้ลูกด้วย เช่น ชวนลูกทำกิจกรรมร่วมกัน แล้วชี้ให้เห็นว่าเขามีส่วนทำให้กิจกรรมนั้นดีขึ้นอย่างไร ประสบความสำเร็จอย่างไร เพื่อให้ลูกจะได้เห็นคุณค่าของตนเอง หรือการช่วยลูกหาความสามารถพิเศษของตนเอง หาสิ่งที่ทำแล้วชอบ ทำได้ดีแล้วส่งเสริมให้เขาได้ทำในสิ่งนั้น เช่น วาดภาพ เล่นดนตรี หรืออ่านหนังสือ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถชื่นชมในสิ่งที่เขาทำได้ค่ะอันจะเป็นกำลังใจช่วยเสริมความมั่นใจให้เขาเห็นคุณค่าของตนเอง

 

3. ให้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมในบ้านมากขึ้น

 

ด้วยการให้เด็กช่วยงานบ้าน ทำกับข้าวด้วยกัน ชวนเขารดน้ำต้นไม้ อาจจะไม่ถึงกับต้องบังคับ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มลงมือทำก่อน เมื่อเขาเห็นพ่อแม่ทำก็จะเข้ามาช่วย หรือเข้ามาถามตามประสาเด็ก หากลูกช่วยทำ ก็ต้องชมว่าเขาทำดี มีน้ำใจค่ะซึ่งจะทำให้เขารู้สึกภูมิใจในตนเอง

 

 

 ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ สำหรับแนวทางส่งเสริมให้ลูกรู้จักตัวตนที่ดี ซึ่งสิ่งสำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นแม่พิมพ์ที่ดีด้วยค่ะ

 

        

 [ ที่มา...นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่297 ตุลาคม 2550 ]

 

 

วัยซนวัยอยากได้