Accessibility help

เมนูหลัก

สิทธิคนงานหญิงมีครรภ์ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน

สิทธิคนงานหญิงมีครรภ์ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน

ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ได้ทำหน้าที่ ในการให้กำเนิดแรงงานรุ่นใหม่ของสังคมมนุษย์ ซึ่งไม่เพียงภาวะร่างกายและจิตใจของหญิงมีครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงและมีความแตกต่างจากบุคคลปกติ เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ ดังนั้น ในระหว่างการตั้งครรภ์นี้ จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญ ของพัฒนาการ ของเด็กและแม่ พรบ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 43 จึงได้มีบทบัญญัติคุ้มครองหญิงตั้งครรภ์ไว้ ดังต่อไปนี้

 

มาตรา 39 ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น.ถึงเวลา 06.00 น. ทำงานล่วงเวลา ทำงานวันหยุด หรือทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

 

          งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน

          งานขับเคลื่อนที่ติดไปกับยานพาหนะ

          งานยกแบกหาม ทูน ลากหรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม

          งานที่ทำในเรือ

          งานที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

มาตรานี้มีความชัดเจนอยู่แล้วว่ามีเจตนาจะคุ้มครองสุขภาพของหญิงมีครรภ์ไม่ไห้ได้รับผลกระทบจากสภาพการทำงาน เช่นห้ามทำงานกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน ห้ามทำงานในเวลาอันผิดปกติเช่นช่วงเวลากลางคืน หรือห้ามทำงานยาวนานชั่วโมง จึงกำหนดห้ามไม่ให้ทำงานล่วงเวลา ห้ามให้ทำงานในวันหยุด ก็เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์นั้นมีเวลาพักผ่อนนั่นเอง รวมทั้งกำหนดประเภทและสถานที่ที่ห้ามทำงานไว้อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และเด็กนั่นเอง

 

ส่วนการห้ามทำงานล่วงเวลานั้นจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของพนักงาน ดังนั้นสหภาพแรงงานจึงมักจะเรียกร้องให้นายจ้างนั้นจ่ายเงินช่วยเหลือการครองชีพให้กับคนงานหญิงที่ตั้งครรรภ์เป็นการชดเชยจากรายได้พิเศษในการทำงานล่วงเวลา ส่วนที่ไม่มีสหภาพแรงงานอาจใช้วิธีการพูดคุยกับนายจ้าง

 

มาตรา 40 ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงทำงานระหว่างเวลา 24.00 น. ถึงเวลา 6.00 น. และพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่างานนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของหญิงนั้น ให้พนักงานตรวจแรงงานรายงานต่ออธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย เพื่อพิพจารณาและมีคำสั่งให้นายจ้างเปลี่ยนเวลาการทำงานหรือลดชั่วโมงการทำงานได้ตามที่เห็นสมควรและให้นายจ้างปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

 

บทบัญญัติในมาตรานี้ก็เพื่อคุ้มครองคนงานหญิงที่ทำงานในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งอันที่จริงนายจ้างควรที่จะจัดหามอบหมายงานใหม่ในชั่วโมงการทำงานในเวลากลางวัน เพราะมีบทบัญญัติห้ามอยู่แล้วในมาตรา 39 ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ที่เคยทำงานในช่วงเวลากลางคืนดังกล่าวจึงต้องรีบไปแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานให้ออกคำสั่งเพื่อให้นายจ้างมอบหมายงานใหม่ให้ทำซึ่งเป็นช่วงเวลากลางวัน

 

มาตรา 41 ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งไม่เกิน เก้าสิบวัน

 

บทบัญญัติมาตรานี้ให้สิทธิหญิงมีครรภ์ลาคลอดบุตรได้เป็นเวลา 90 วันหรือสามเดือน โดยให้นับรวมเอาวันหยุดต่างๆไปด้วยกัน และยังบัญญัติในเรื่องการจ่ายค่าจ้างไว้ด้วยว่า ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเต็มเป็นเวลา 45 วัน (มาตรา 59) ส่วนค่าจ้างอีก 45 วันที่เหลือนั้นหญิงตั้งครรภ์สามารถไปขอประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคม

 

มาตรา 42 ในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์ เลิกจ้างคนงานหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ตามบทบัญญัตินี้ เพราะถ้าหากมีการเลิกจ้างคนงานหญิงระหว่างที่ตั้งครรภแล้ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อแม่และเด็ก ในด้านของการขาดรายได้ดำรงชีพและในด้านจิตใจ

คนงานหญิงที่ตั้งครรภ์จึงได้รับสิทธิการคุ้มครองพิเศษที่ห้ามนายจ้างเลิกจ้างคนงานหญิงเพราะเหตุมาจากการตั้งครรภ์ แต่กฎหมายแรงงาน ไม่ไม่ได้ห้ามนายจ้างเลิกจ้างคนงานหญิงที่ตั้งครรภ์ในเหตุผลอื่น หรือในกรณีที่คนงานหญิงที่ตั้งครรภ์ได้กระทำความผิดเช่น กระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่ ขาดงานติดต่อกันสามวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย กระทำความผิดซ้ำใบเตือน ฯลฯ (ดูมาตรา 119 กรณีการจ่ายเงินค่าชดเชย ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน 2541 )

 

ด้วยเหตุนี้หากคนงานหญิงที่ตั้งครรภ์ไม่ได้กระทำความผิดอื่นใดตามมาตรา 119 พรบ.คุ้มครองแรงงาน นี้แล้ว หากนายจ้างเลิกจ้างคนงานหญิงที่ตั้งครรภ์ ย่อมมีความผิดต้องถูกลงโทษทางอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

คนงานหญิงที่ตั้งครรภ์และถูกเลิกจ้าง สามารถร้องเรียน โดยกรอกเอกสารคร. 7 ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานได้ดำเนินการให้นายจ้างปฏิบัติตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน

 

สำหรับกรณีที่คนงานหญิงที่ตั้งครรภ์ เป็นคนงานรับเหมาช่วงหรือคนงานรับเหมาค่าแรงนั้น ย่อมได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน โดยนายจ้างเหมาช่วงและรับเหมาค่าแรงนี้ต้องรับผิดเพราะเป็นนายจ้าง หากไม่สามารถเอาผิดกับนายจ้างรับเหมาค่าแรงหรือรับเหมาช่วงได้ ก็สามารถเอาผิดกับนายจ้างเจ้าของสถานประกอบการซึ่งเป็นผู้ที่ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงหรือรับเหมาช่วง

 

คนงานหญิงที่ต้งครรภ์ ยังมีสิทธิและสวัสดิการสังคมตามกฎหมายประกันสังคมอีกด้วยเช่นได้สิทธิค่าคลอดบุตรแบบเหมาจ่ายเดือนละ 6000 บาท และอื่นๆ โดยการติดต่อขอประโยชน์ทดแทนการคลอดบุตรได้ที่สำนักงานประกันสังคมในเขตพื้นที่ เป็นต้น

 

คนงานหญิงตั้งครรภ์ท่านใดถูกเลิกจ้างเพราะเหตุแห่งการตั้งครรภ์ หรือ มีปัญหาถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถติดต่อกับกลุ่มคนงานสตรีสู่เสรีภาพ เพื่อจัดหาทนายความดำเนินคดีต่อนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานได้ที่ 02-9727035 01-3124865 01-822- 9477

 

ที่มา  http://www.workers-voice.org/