Accessibility help

เมนูหลัก

เครือข่ายครอบครัวกับการจัดสวัสดิการสังคม 1

 

 
ดร.สาวิตรี ทยานศิลป์
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
มหาวิทยาลัยมหิดล
          ในวงวิชาการมีการพูดถึงคำว่า “สวัสดิการ” อย่างกว้างขวางในฐานะกลไกพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เพียงคำเดียวสั้นๆนี้ก็สามารถทำให้เกิดเป็นประเด็นสนทนากันได้มากมาย เช่น สวัสดิการมีความหมายครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง การจัดสวัสดิการที่ดีควรเป็นอย่างไร ใครบ้างที่ต้องการสวัสดิการ และใครบ้างที่สมควรได้รับสวัสดิการจริงๆ เมื่อนำคำนี้ไปผูกโยงต่อด้วยคำสำคัญอีกคำหนึ่งคือคำว่า “ครอบครัว” กลายเป็น “สวัสดิการครอบครัว” นำไปสู่ประเด็นสนทนาอื่นๆได้อีกว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องพัฒนาสวัสดิการครอบครัวแล้วหรือยัง แล้วสวัสดิการครอบครัวที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร ใครบ้างควรเข้ามามีบทบาทในงานสวัสดิการครอบครัว เหล่านี้คือประเด็นคำถามสำคัญๆที่ทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติจากสหสาขาวิชาจะต้องช่วยกันคิด หาข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมร่วมกันให้ได้ เพื่อนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติที่ครอบคลุมและยังประโยชน์สูงสุดสู่ครอบครัวไทย
สวัสดิการ (Welfare) มีความหมายกว้างทั้งในฐานะระบบหรือบริการหรือโครงการที่จัดให้มีขึ้นเพื่อส่งเสริมสภาพความเป็นอยู่ การกินดีอยู่ดี หรือคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเมื่อกล่าวถึงสภาวะที่ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีก็มักจะหมายรวมถึงสภาวะหลักๆ ๔ ด้านที่เหมาะสมตามความต้องการพื้นฐานและควรแก่อัตภาพประกอบกัน
ด้านแรกคือการมีสุขภาวะที่ดี สวัสดิการที่ดีจำต้องมีเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมของบุคคลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน คนทุกคนควรได้รับสิทธิในการรับการรักษา บำบัด ฟื้นฟู และป้องกันจากปัญหาโรคภัยไข้เจ็บทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม
ด้านที่ ๒ เกี่ยวข้องกับการมีการศึกษาที่ดี หากขยายความก็จะครอบคลุมถึงการได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้ได้รับการถ่ายทอดความรู้ ได้รับการฝึกอบรม และพัฒนาให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่ความก้าวหน้าและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้โอกาสทางการศึกษาจะต้องเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการ และที่สำคัญต้องครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงการศึกษาตลอดชีวิต
ด้านที่ ๓ ประชาชนควรมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ตั้งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ และแหล่งเสื่อมโทรม อันจะนำพาให้ประชาชนขาดคุณภาพชีวิตที่ดีหรือไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติสุข
ด้านที่ ๔ การส่งเสริมการมีงานทำและมีรายได้ที่เพียงพอในการดำเนินชีวิต นอกจากการมีงานทำและมีรายได้ที่ยุติธรรมแล้ว ประชาชนควรได้รับการปกป้องจากการทำงานที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ และรวมไปถึงการปกป้องจากงานที่สร้างความเสื่อมเสียในเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
ด้านที่ ๕ เป็นเรื่องของการได้รับการจรรโลงทางจิตใจด้วยกิจกรรมนันทนาการ ทั้งนี้จำกัดขอบเขตนิยามของกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือละเมิดสิทธิและความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่น
ด้านที่ ๖ ประชาชนควรได้รับการส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรมและมีส่วนร่วมในการอำนวยความยุติธรรม
ด้านสุดท้ายเป็นเรื่องของการบริการทางสังคมทั่วไปตามความต้องการและสิทธิของประชาชน ทั้งนี้เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสวัสดิภาพทางสังคมที่ดีของบุคคล
ดังนั้น งานด้านสวัสดิการจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่างานนั้นสนองตอบความต้องการจำเป็นของประชาชนได้มากน้อยเพียงใดและครอบคลุมเสมอภาคหรือไม่ หากมองย้อนหลังไปยังประวัติศาสตร์ของนโยบายสวัสดิการประเทศไทย รัฐบาลในฐานะกลไกหลักในการกำหนดสวัสดิการเพื่อประชาชนมักให้คุณค่าสวัสดิการในแง่การสงเคราะห์ดูแลเฉพาะเรื่องเฉพาะกลุ่มที่ประสบปัญหาทางสังคมและผู้ด้อยโอกาส อันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แม้ว่าปัจจุบันระบบสวัสดิการของไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น มีความพยายามที่จะยกเลิกการให้แบบสงเคราะห์ และขยายขอบเขตไปสู่การสร้างหลักประกันเรื่องสวัสดิการสำหรับประชาชนทุกคน มีการพัฒนารูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมโดยเน้นในเรื่องของสิทธิ การคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การมีส่วนร่วม และการช่วยให้ประชาชนสามารถช่วยเหลือตนเองและสังคม แต่การจัดสวัสดิการก็ยังคงมุ่งการสงเคราะห์ในระดับปัจเจกชน เช่น กลุ่มเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ประสบภัยเดือดร้อน โดยไม่ครอบคลุมถึงครอบครัวอันเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหา บำบัดรักษา ฟื้นฟู ป้องกัน และเพิ่มศักยภาพของปัจเจกชน คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจเจกชนคนหนึ่งๆที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในครอบครัวไม่ได้ถูกยึดโยงกันแต่เพราะสายสัมพันธ์ที่มีอยู่ หากแต่ยังผูกพันกันด้วยการพึ่งพากันระหว่างหมู่สมาชิกในครอบครัว หากสมาชิกคนหนึ่งคนใดตกอยู่ในภาวะต้องพึ่งพิง ย่อมส่งผลกระทบถึงความเข้มแข็งของทั้งครอบครัว ดังนั้น หากมีสวัสดิการสำหรับครอบครัวที่เหมาะสม ตรงจุดปัญหา และสอดคล้องกับสถานการณ์ครอบครัวไทยที่พลวัตอยู่ทุกขณะ ก็จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับครอบครัวในการทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“สวัสดิการครอบครัว” (Family Welfare) จึงควรได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในฐานะกลไกในการเสริมสร้างความมั่นคงเข้มแข็งของครอบครัว การให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวที่ประสบปัญหาเดือดร้อน การพัฒนาศักยภาพของครอบครัวและสมาชิกในครอบครัวให้เข้มแข็งเพียงพอที่จะสามารถดูแลสมาชิกในครอบครัวให้มีความอบอุ่นผาสุกและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยเน้นประโยชน์ใน ๓ ระดับ คือ
๑)        สวัสดิการที่มุ่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน บำบัดรักษา หรือฟื้นฟูสมาชิกในครอบครัว
๒)       สวัสดิการที่มุ่งป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว
๓)       สวัสดิการที่มุ่งพัฒนาศักยภาพ ความคิด จิตใจ และทักษะการดำเนินชีวิตของสมาชิกในครอบครัว เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม
อย่างไรก็ดี งานใดๆจะสำเร็จได้นั้นจำต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย งานสวัสดิการครอบครัวก็เช่นกัน หากจะดำเนินการให้ประสบความสำเร็จได้ คงต้องพิจารณาในเรื่องการระดมความร่วมมือและบูรณาการองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการครอบครัวจากภาคีองค์กรต่างๆ ที่นอกเหนือจากกลไกภาครัฐ เช่น ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และชุมชน รวมไปถึงกลุ่ม “เครือข่ายครอบครัว” ที่เข้ามามีบทบาทและเข้มแข็งอย่างมากในระยะที่ผ่านมา
“เครือข่ายครอบครัว” เกิดขึ้นมาจากการรวมตัวกันของสมาชิกในครอบครัวที่มีประสบการณ์ มีความสนใจ มีความต้องการ และมีเป้าหมายอย่างเดียวกันในการส่งเสริมศักยภาพ บำบัดรักษา ฟื้นฟู หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัว เป็นการรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดมความร่วมมือและทรัพยากรเพื่อการพัฒนาครอบครัว ซึ่งมีอยู่มากมายหลายกลุ่มและในหลายพื้นที่ ณ ขณะนี้ เช่น เครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองของผู้ป่วยโรคต่างๆ ชมรมเครือข่ายพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ ชมรมครอบครัวอบอุ่นไร้รุนแรง ชมรมคนรักคุณธรรม เป็นต้น ซึ่งในแต่ละกลุ่มต่างมีวิธีการดำเนินงาน มีกิจกรรมหรือโครงการที่หลากหลายแตกต่างกันตามบริบทและทรัพยากรที่มีอยู่ การเรียนรู้จากประสบการณ์ของกลุ่มที่ดำเนินงานสวัสดิการครอบครัวแล้วประสบความสำเร็จจึงเป็นองค์ความรู้อันมีค่าที่วันนี้พวกเราทุกคนจะได้เรียนรู้ร่วมกัน ได้แลกเปลี่ยน ชวนกันคิด และตกผลึกให้ได้แนวทางปฏิบัติที่มีพลังในการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับครอบครัวไทยให้ได้