Accessibility help

เมนูหลัก

นักพัฒนาครอบครัวมืออาชีพ : ผู้นำการเปลี่ยนผ่าน (Change Agent) ของครอบครัวไทย

 

 

บทคัดย่อ

 

หัวข้องานวิจัย นักพัฒนาครอบครัวมืออาชีพ : ผู้นำการเปลี่ยนผ่าน (Change Agent) ของครอบครัวไทย
โดย
รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร  และคณะ
โครงการวิจัยเรื่องหน้าที่และงานของนักพัฒนาเด็กและครอบครัวในต่างประเทศ ดำเนินการโดยสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2551-2552 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาข้อมูลด้านบทบาทหน้าที่ และลักษณะงานของนักพัฒนาการเด็กและครอบครัวในต่างประเทศ และเป็นการศึกษาความต้องการนักพัฒนาการเด็กและครอบครัวระดับท้องถิ่นในประเทศไทยซึ่งรวมถึงบทบาทการทำงานที่บุคลากรในหน่วยงานใกล้เคียงกันของประเทศไทยที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันด้วย
การศึกษาใช้วิธีการเชิงคุณภาพอันได้แก่ การสัมภาษณ์ผู้ที่ทำงานในหน่วยงานที่มีลักษณะของการทำงานและหน้าที่ใกล้เคียงกับการพัฒนาเด็กและครอบครัวในระดับต่างๆ ได้แก่ กระทรวง กรม องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษาในฐานะที่เป็นผู้ผลิตบุคลากรด้านนี้ และผู้รับบริการจากบุคลกรด้านนี้ และการค้นคว้าเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้านบทบาท และหน้าที่ของบุคลากรที่เป็นนักพัฒนาการเด็กและครอบครัวในต่างประเทศ
ผลการศึกษาแบ่งได้เป็น 2 ส่วน
1.  ด้านผู้ทำงานในงานด้านเด็กและครอบครัวด้านต่างๆ ด้านนโยบายและแผน ด้านปฏิบัติการบริการ และด้านผู้ใช้บริการ ที่มีประเด็นด้านลักษณะการทำงานของบุคลากร ด้านพัฒนาการเด็ก และครอบครัว และความต้องการเจ้าหน้าที่ทำงานด้านนี้ในประเทศไทย
2.   ลักษณะการทำงานของบุคลากรด้านนี้ในต่างประเทศ
 
ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรด้านเด็กและครอบครัวในประเทศไทยที่เป็นการศึกษาในมหาวิทยาลัย 4 แห่ง ที่มีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ผลิตบุคลกรทำงานด้านสวัสดิการเด็กและครอบครัว และกฎหมายเกี่ยวกับเด็ก และครอบครัว พบข้อมูลต่อไปนี้
1. มหาวิทยาลัยมีความต้องการเปิดสาขาวิชาด้านเด็กและครอบครัวในระดับปริญญาต่างๆ มากขึ้น แต่ขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้สอนที่ต้องมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานจริง และสนใจในการทำงานในตำแหน่งมหาวิทยาลัย ซึ่งขัดกับลักษณะของบุคคลด้านนี้ที่ต้องการให้ความช่วยเหลือที่ทำให้ต้องอยู่ในพื้นที่จริงมากกว่าทำงานเฉพาะในสถาบันการศึกษาที่ห่างจากพื้นที่ที่มีความต้องการจริง ด้านผู้เรียนรู้ก็มีไม่มาก เพราะต้องประกอบด้วยลักษณะความคิดด้านเสียสละ จิตอาสา และอดทน เห็นอกเห็นใจผู้อื่นจริง
2. สถาบันการศึกษาเห็นว่าหลักสูตรเพื่อให้คนทำงานได้ควรเป็นหลักสูตรระยะสั้น และมีประเด็นปัญหาแคบลง ชัดเจนในกระบวนการ การทำงานกับกลุ่มเป้าหมาย
3. หากจะให้เกิดความชัดเจนควรเป็นการกำหนดตำแหน่งให้เป็นนักพัฒนาเด็กและครอบครัวท้องถิ่น ที่มีความรู้ด้านการวิจัย เก็บข้อมูลเป็น วิเคราะห์เป็น รู้จักลักษณะของครอบครัวต่างๆ ที่จะมีปัญหา และความไม่มั่นคงแตกต่างกัน  และควรสามารถมีระบบส่งต่อสำหรับครอบครัวที่มีเด็กในกรณีต่างๆไปถึงหน่วยงานที่จะได้ให้ความช่วยเหลือที่ต้องมีการติดตามงานอย่างมีระบบเพื่อประกันประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงได้จริง
การมีนักพัฒนาการเด็กและครอบครัวประจำท้องถิ่นจะทำให้มีประโยชน์ต่อไปนี้ คือ
1. นักพัฒนาการเด็กและครอบครัวเป็นบุคคลและสถาบันพื้นฐานที่สำคัญของสังคมส่วนรวม หากมีการให้ความสำคัญในการศึกษาและปฏิบัติงาน ทำให้สังคมส่วนรวมมีลักษณะอยู่เป็นสุขมากขึ้น
      2. ช่วยป้องกันปัญหาเรื่องเด็กกระทำความผิด เด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า เด็กขาดโอกาสทางการศึกษา ครอบครัวแตกแยก ครอบครัวยากจน ขาดที่อยู่อาศัยเป็นหลัก และครอบครัวติดยาเสพติด
      3.  แก้ไขปัญหาเด็กและครอบครัวที่มีปัญหาต่างๆ ให้ได้รับการเยียวยารักษาให้มีชีวิตอย่างปกติสุข
      4.  ช่วยให้เด็กและครอบครัวมีความมั่นคงและยั่งยืนโดยมีชีวิตอยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียงและมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นภูมิคุ้มกัน
 
 

 คุณสมบัติความรู้และประสบการณ์ในประเด็นที่ควรมี คือ

 

1.    สิทธิเด็กและเยาวชน (ตาม พรบ. สิทธิเด็กและปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิเด็ก)
2.     ครอบครัวอบอุ่นและมั่นคง
3.     จิตวิทยาการพัฒนาเด็กและครอบครัว
4.     ประชาธิปไตยระดับครอบครัว ภาวะผู้นำ
5.     คุณธรรมจริยธรรมในครอบครัว
6.     โภชนาการ
7.     ด้านจิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาสังคม จิตวิทยาชุมชน จิตวิทยา คลินิก จิตวิทยาชุมชน
8.     ด้านสังคมสงเคราะห์
9.     ด้านพัฒนาการเด็ก
10.  พัฒนาการสังคม
11.  ด้านสังคมศาสตร์
12.  ด้านแนะแนว
13.  ด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น
14.  ความรู้ความเข้าใจในวิธีการทำวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล
4.      บุคลากรในตำแหน่งนี้มีความจำเป็นต้องให้มีในระดับท้องถิ่นและครอบครัว และควรสังกัดอยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรืออยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะมีฐานความรู้และหน้าที่การทำงานด้านนี้อยู่บ้างแล้ว และประการหลังมีความใกล้ชิดกับชุมชนที่สุด
5.      กรอบการทำงานปัจจุบันของสำนักส่งเสริมสถาบันครอบครัวอยู่ในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นการทำงานในระดับจังหวัด และมีการเก็บข้อมูล ประชุม นโยบาย ในระดับอำเภอ แต่การทำงานในระดับท้องถิ่นชุมชนหมู่บ้านยังไม่มีผู้ดำเนินการหน้าที่นี้ในลักษณะงานประจำที่ทั่วถึงทุกพื้นที่ อันเป็นสาเหตุมาจากงบประมาณและกำลังคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
 
 

กรอบการทำงานของนักพัฒนาการเด็กและครอบครัวในต่างประเทศ

 

จากการศึกษาในการทำงานด้านเด็กและครอบครัวในต่างประเทศ พบว่ามีหน้าที่และกลุ่มเป้าหมายดังนี้

 

ประเทศ

 

ต้นสังกัด

 

กลุ่มเป้าหมายที่ให้ความช่วยเหลือ

 

คุณสมบัติ

สหรัฐอเมริกา
รัฐบาล
ช่วยเหลือเด็กจากการถูกข่มเหง, ทอดทิ้ง, ละเมิดทางเพศหรือทางร่างกาย
มีความยุติธรรม
ออสเตรเลีย
รัฐบาล
ปกป้องเด็กจากการถูกข่มเหง ถูกละเมิด และถูกทอดทิ้ง
มีความยุติธรรม รักการบริการ และมีจิตอาสา
แคนนาดา
รัฐบาล
ปกป้องเด็กจากการถูกข่มเหง ถูกละเมิด และถูกทอดทิ้ง
 
 
รักบริการ มีจิตอาสา มีมนุษยสัมพันธ์ และเรียนจบในระดับปริญญาตรีสายสังคมสงเคราะห์เท่านั้น และระดับปริญญาโทในสายสังคมสงเคราะห์ หรือสายวิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์
อังกฤษ
รัฐบาล
ช่วยเหลือปัญหาด้านครอบครัว
มีความเป็นครอบครัว มีความสมดุลทางอารมณ์ ไม่จำเป็นต้องผ่านการสอบแต่ต้องผ่านการสัมภาษณ์จากองค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ
สิงคโปร์
รัฐบาล
ช่วยเหลือเด็กจากการถูกกดขี่ ข่มแหง การทำร้าย และการละเมิดสิทธิต่างๆ
จบระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสายสังคมศาสตร์ หรือสายสังคมสงเคราะห์
จีน
องค์กรเอกชน
ช่วยเหลือเด็กจากการถูกกดขี่ข่มแหง และการถูกทำร้าย การละเมิดสิทธิต่างๆ
เคารพสิทธิเด็กและสามารถจัดการให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้
ญี่ปุ่น
รัฐบาล
ช่วยเหลือเด็กที่ถูกทารุณในลักษณะต่างๆ และเด็กที่มีปัญหาครอบครัว
จบปริญญาตรี ในสายงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและครอบครัว
เกาหลี
ศาสนาคริสเตียน
ช่วยเหลือครอบครัวที่หย่าร้างกัน
เป็นบุคคลที่ครอบครัวมีความรัก ความอบอุ่น ไม่มีความรุนแรงในครอบครัว และครอบครัวไม่หย่าร้าง
ไต้หวัน
รัฐบาล
ดูแลเด็กให้ปราศจากอันตรายต่างๆ และมีพัฒนาการชีวิตที่ดี
มีประสบการณ์การทำงานด้านเด็กและครอบครัว และไม่เคยกดขี่ทำร้ายร่างกายเด็ก
เวียดนาม
รัฐบาล
ดูแลด้านการอยู่รอดของเด็ก การศึกษา การคุ้มครอง และสิทธิการพูดของเด็ก
จบปริญญาตรีในสายกฎหมาย สังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ หรือการพัฒนา และมีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการเป็นระยะเวลา 5 ปี

 
 
 

ข้อเสนอแนะ
      1. รัฐควรสนับสนุนให้มีการศึกษาถึงความพร้อมของการผลักดันให้มีนักพัฒนาการเด็กและครอบครัวในระดับท้องถิ่นในประเทศไทย ว่ามีความพร้อมในเรื่องของงบประมาณ สถานที่ ขอบข่ายการทำงาน และบุคลากรหรือไม่
      2. หากมีนักพัฒนาการเด็กและครอบครัวเกิดขึ้นในท้องถิ่นของประเทศไทยจริงๆ ควรกำหนดขอบข่ายหน้าที่การทำงานให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนการทำงานของสายงานอื่น เช่น สำรวจชุมชน ครอบครัว ประชากรเด็กตามกลุ่มวัย ประเมินบทบาทของครอบครัว สุขภาพ การศึกษา ลักษณะครอบครัว ความปลอดภัยของชุมชน สุขภาพอนามัย และอื่นๆ
      3.  ควรมีการศึกษาความคิดเห็นที่มีต่อนักพัฒนาการเด็กและครอบครัวในสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและครอบครัว นอกเหนือจากสายสังคมสงเคราะห์
      4.  ควรกำหนดให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นมีภารกิจสำคัญอันเป็นหลัก คือ การพัฒนาและคุ้มครองเด็กโดยสร้างความพร้อม มั่นคง ความรู้ และความสามารถของครอบครัว
      5. รัฐควรมีการกำหนดกรอบกฎหมายเพื่อให้มีเกณฑ์สำหรับประเมินความเหมาะสมของครอบครัวในการเป็นผู้ดูแลพิเศษปกป้องคุ้มครองเด็ก
      6. รัฐควรกำหนดกรอบด้วยงบประมาณว่าจะสามารถดำเนินการได้ในระดับใดก่อน เช่น การเข้าถึงข้อมูลวิธีการทำงาน  การใช้ข้อมูลผลักดันนโยบาย และผลักดันการจัดแบ่งหน้ารับผิดชอบขององค์กรส่วนกลาง และองค์ท้องถิ่นถึงศักยภาพในการให้สวัสดิการ การควบคุม ติดตาม ในระดับต่างๆ
      7. รัฐควรผลักดันให้มีคณะทำงานกำหนดเกณฑ์ที่รวมลักษณะที่รัฐพึงช่วยเหลือ  จำนวน และเงื่อนไขด้านต่างๆ เช่น คุณสมบัติ ระยะเวลา และบทบาทที่พึงทำของผู้ที่มาทำงานด้านเด็กและครอบครัว
      8. ควรจัดหลักสูตรการฝึกสอนให้กับผู้ที่จะเข้ามาทำงานกับเด็กและครอบครัวทุกคน
      9. ควรมีหลักสูตรการเรียนการสอนด้านพัฒนาการเด็กและครอบครัวในท้องถิ่นโดยเฉพาะสำหรับช่วงแรกที่เพิ่งเริ่มมีนักพัฒนาการเด็กและครอบครัวระดับท้องถิ่น หลักจากการบริหารจัดการเรียบร้อยแล้วก็อาจเปิดสอนเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัย ในสายวิชาการพัฒนาฯ เป็นต้น
     10. ควรมีการกำหนดให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในทุกภูมิภาคเป็นแกนนำในการจัดการเรียนการสอนในสายวิชาด้านพัฒนาเด็กและครอบครัวในระดับปริญญา หรือหลังปริญญาที่มีการทำงานในพื้นที่ด้วย